วันเสาร์, 5 ธันวาคม 2563

LAW3016 กฎหมายปกครอง

ข้อที่ 1 กฎหมายปกครอง
คำถามส่วนใหญ่ที่พบในข้อ 1 เสมอๆ โจทย์มักจะถามว่า
1.จงนำกฏหมายปกครอง…..
2.ถ้านักศึกษาเป็นปลัดอำเภอ,นายอำเภอ,นักปกครอง ฯลฯ กฏหมายปกครองเกี่ยวข้องอย่างไร?
3.การบริหารราชการแผ่นดิน ในส่วนกลาง,ส่วนภูมิภาค,ส่วนท้องถิ่นกฏหมายปกครองเกี่ยวข้องอย่างไร?
ธงคำตอบ กฏหมายปกครอง ซึ่งเป็น 1 ในองค์ประกอบของกฏหมายมหาชน มีใจความดังนี้

กฏหมายมหาชน หมายถึง กฏหมายซึ่งกำหนดสถานะและนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชนหรือกับหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง ในสถานะที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐมีอำนาจเหนือกว่าเอกชน โดยกรณีที่รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ มีนิติสัมพันธ์ในระดับเดียวกับเอกชนนิติสัมพันธ์ดังกล่าวจะตกอยู่ภายใต้กฏหมายเอกชน สาขากฏหมายที่นักกฏหมายส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันแล้วว่า เป็นกฏหมายมหาชนก็คือ
1.กฏหมายรัฐธรรมนูญ
2.กฏหมายปกครอง
3.กฏหมายการคลัง

ในคำถำมที่ถามว่า กฏหมายปกครอง มีความสำคัญหรือเกี่ยวข้องอย่างไร มีใจความดังนี้

กฏหมายปกครอง หรืออำจจะอยู่ในชื่อของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด หรือประมวลกฏหมาย หรืออาจจะอยู่ในชื่อของคณะปฏิวัติ เป็นกฎหมายสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน ที่มีการจัดระเบียบการปกครองของรัฐ และการดำเนินกิจกรรมของฝ่ายปกครองในการจัดทำบริการสาธารณะ รวมทั้งวางหลักความเกี่ยวพันในทางปกครองระหว่างฝ่ายปกครองกับเอกชน

อำนาจทางปกครอง มี 4 รูปแบบ ดังนี้
1.อำนาจในการออกกฏ
2.อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครอง
3.อำนาจในการทำสัญญาทางปกครอง
4.อำนาจในการกระทำทางปกครอง

1.กฏ หมายถึง กฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมำย ให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ กฎจะมีชื่อเรียกในประเภทต่างๆเช่น พระราชกฤษฏีกำ,กฏกระทรวง,ประกาศกระทรวง,ข้อบัญญัติท้องถิ่น,ระเบียบ,ข้อบังคับหรือบทบัญญัติอื่นๆ

 ยกตัวอย่างเช่น ห้ามทิ้งขยะในที่สาธารณะ, ห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร, ห้ามเข้า หรือห้ามขึ้น ฯลฯ

2.คำสั่งทางปกครอง หมายถึง การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือถาวร เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัย อุทธรณ์ การรับรองและการรับจดทะเบียนแต่ไม่หมายความรวมถึงการออกฏหรือการอื่นๆที่กำหนดในกระทรวง คำสั่งทางปกครอง มี 2 รูปแบบ

2.1.คำสั่งทางปกครองแบบอำนาจผูกพัน คือ อำนาจที่กฏหมายได้บัญญัติให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อมีข้อเท็จจริงตามที่กฏหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องออกคำสั่งตามที่กฏหมายกำหนดไว้โดยไม่ชักช้า โดยมีผลตั้งแต่เกิดจนตาย

 ยกตัวอย่าง เช่น ใบสูติบัตร, บัตรประชาชน, ใบมรณะบัตร

2.2.คำสั่งทางปกครองแบบอำนาจดุลยพินิจ อำนาจที่กฏหมายบัญญัติให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจในการออกคำสั่งทางปกครองหรือไม่ก็ได้ แม้ว่า ข้อเท็จจริงตามที่กฏหมายบัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว

 ยกตัวอย่าง เช่น ใบอนุญาตขับขี่ หรือใบรับรองแพทย์ ฯลฯ

3.สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
ยกตัวอย่าง เช่น

– กรณี ที่บริษัทเอกชน ทำสัมปทาน โครงกำรรถไฟฟ้า BTS ซึ่งรัฐถือหุ้นมากกว่าครึ่งนึง เมื่อครบเวลาที่กำหนด เอกชนต้องคืนโครงการให้เป็นของรัฐ
– กรณี โรงพยาบาลของรัฐ จ้าง บริษัทเอกชน มาทำความสะอาดอาคารภายในโรงพยำบาลของรัฐ ถือเป็นสัญญาทางปกครอง

4.การกระทำทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ ขององค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง

ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติคำนิยาม “หน่วยงานทางปกครอง” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระรำชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้ความหมายรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง

หน่วยงานทางปกครองส่วนกลาง ได้แก่
1.กระทรวง ยกตัวอย่าง เช่น ( เขียนจริงยกตัวอย่าง 3-4 ตัวอย่าง )
1.1 สำนักนายกรัฐมนตรี
1.2 กระทรวงคมนาคม
1.3 กระทรวงวิทยาศาสตร์
1.4 กระทรวงมหาดไทย
1.5 กระทรวงศึกษาธิการ
2.กรม ยกตัวอย่าง เช่น ( เขียนจริงยกตัวอย่าง 3-4 ตัวอย่าง )
2.1 กรมเจ้าท่า
2.2 กรมโยธาธิการและผังเมือง
2.3 กรมราชทัณฑ์

2.4 กรมการปกครอง
2.5 กรมศุลกากร
2.6 มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หน่วยงานทางปกครองส่วนภูมิภาค ได้แก่
1.จังหวัด ยกตัวอย่าง เช่น (เขียนจริงยกตัวอย่างจังหวัดของตนเอง)
1.1 ที่ว่าการจังหวัด
2.อำเภอ ยกตัวอย่าง เช่น (เขียนจริงยกตัวอย่างอำเภอของตนเอง)
2.1 ที่ว่าการอำเภอ

หน่วยงานทางปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่
1.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) ยกตัวอย่าง เช่น (เขียนจริงยกตัวอย่าง อบจ.ของตนเอง)
1.1 ที่ทำการองค์การบริหารส่วนจังหวัด
2.เทศบาล ยกตัวอย่าง เช่น (เขียนจริงยกตัวอย่าง เทศบาลของตนเอง)
2.1 สำนักงานเทศบาล
3.กรุงเทพมหานคร ยกตัวอย่าง เช่น (เขียนจริงยกตัวอย่าง ที่นักศึกษาอาศัยอยู่)
3.1 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
4.เมืองพัทยา ยกตัวอย่าง เช่น
4.1 ศาลาว่าการเมืองพัทยา

รัฐวิสาหกิจ ได้แก่
1.สถาบันการบินพลเรือน
2.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
3.การไฟฟ้านครหลวง
หน่วยงานอื่นที่กฏหมายบัญญัติ ได้แก่
1.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
2.สภาทนายความ
3.แพทยสภา
หน่วยงานเอกชนที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อานาจทางปกครอง ได้แก่
1.สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.)
2.โรงเรียนเอกชน
3.บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
4.บริษัท ขนส่ง จำกัด

ความหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายมหาชน
ข้าราชการ หมายถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรม มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้บริการแก่ประชาชนโดยไม่หวังผลตอบแทน นอกจากเงินเดือนที่รัฐจ่ายเป็นค่าตอบแทน และการสวัสดิการที่รัฐจัดให้เพื่อการดำรงชีพตามสมควรแห่งฐานะ
ข้าราชการ เป็นทรัพยากรของรัฐ ที่เป็นหนึ่งในสามขององค์ประกอบขององค์การ และยังเป็น องค์ประกอบที่สำคัญในการบริหารงานที่สามารถทำให้กำรบริการสำธารณะดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ประเภทของเจ้าหน้าที่ของรัฐระบบราชการไทยในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ของรัฐแบ่งออกเป็น 13 ประเภท คือ
1.ข้าราชการการเมือง
2.ข้าราชการพลเรือน
3.ข้าราชการทหาร
4.ข้าราชการตำรวจ
5.ข้าราชการฝ่ายตุลาการ
6.ข้าราชการฝ่ายอัยการ
7.ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา
8.ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
9.ข้าราชการส่วนจังหวัด
10.ข้าราชการกรุงเทพมหานคร
11.ข้าราชการครู
12.พนักงานเทศบาล
13.พนักงานสุขาภิบาล

ข้าราชการพลเรือน แบ่งย่อยออกเป็น 4 ประเภท คือ
– ข้าราชการพลเรือนสำมัญ ได้แก่ ข้าราชการในกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
– ข้าราชการพลเรือนในพระองค์ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดสำนักพระราชวัง สำนักราชเลขาธิการ
– ข้าราชการพลเรือนรัฐพาณิชย์ ได้แก่ ข้าราชการในสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลข
– ข้าราชการประจำต่างประเทศพิเศษ ได้แก่ บรรดาทูตต่าง ๆ ประจำสถานทูตในต่างประเทศ กงสุล

ข้าราชการฝ่ายตุลาการ แบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภท คือ
– ข้ำราชการตุลาการ ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้ช่วยผู้พิพากษา เลขานุการศาลต่าง ๆ
– ดะโต๊ะยุติธรรม ได้แก่ ข้าราชการผู้มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม
– ข้าราชการธุรการ ได้แก่ ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง จ่าศาล เสมียนศาล

ข้าราชการฝ่ายอัยการ แบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ- ข้าราชการอัยการ ได้แก่ อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด อัยการต่าง ๆ
– ข้าราชการธุรการ ได้แก่ ข้าราชการในสายงานธุรการ งานบริหารบุคคล

ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา แบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
– ข้าราชการรัฐสภาสำมัญ ได้แก่ ข้าราชการในตำแหน่งประจำ
– ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ได้แก่ ประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภา เลขำธิการรัฐสภา

ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย แบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภท คือ
– ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่สอน วิจัยและบริการวิชาการ ได้แก่ อาจารย์ต่างๆ (ข้าราชการสาย ก.)
– ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ให้บริการทางวิชาการ เช่น บรรณารักษ์ พนักงานวิจัย (ข้าราชการสาย ข.)
– ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับงานบริหารและธุรการ ได้แก่ อธิการบดี คณบดี (ข้าราชการสาย ค.)

ข้าราชการส่วนจังหวัด แบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
– ข้าราชการส่วนจังหวัดสำมัญ ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในจังหวัด ยกเว้นครู
– ข้าราชการครูส่วนจังหวัด ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สอนประจำสถานศึกษาของจังหวัด

ข้าราชการกรุงเทพมหานคร แบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
– ข้าราชการกรุงเทพมหานครสำมัญ ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร ยกเว้นครู
– ข้าราชการครูกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สอนประจำสถานศึกษาของกรุงเทพฯ

ข้าราชการครู แบ่งย่อยออกเป็น 3 ประเภท คือ
– ตำแหน่งที่มีหน้าที่สอนในหน่วยงานการศึกษา เช่น ครู อาจารย์ ฯลฯ
– ตำแหน่งที่มีหน้าที่เป็นผู้บริหารและให้การศึกษา เช่น ครูใหญ่ ผู้อำนวยการโรงเรียน ฯ
– ตำแหน่งที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการให้การศึกษาที่ไม่สังกัดสถานศึกษา เช่น ศึกษานิเทศก์ศึกษาธิการอำเภอ สารวัตรนักเรียนนักศึกษา

พนักงานเทศบาล แบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ
– พนักงานเทศบาลสำมัญ ได้แก่ พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ยกเว้นครู
– พนักงานครูเทศบาล ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้สอนประจำสถานศึกษาของเทศบาล

ถ้าโจทย์ถาม เกี่ยวกับ จบไปเป็น ปลัดอำเภอ แนะนำให้ตอบแบบนี้ ดังนั้น เมื่อข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาและสอบเข้าเป็นปลัดอำเภอได้ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ การรับราชการนั้น ถือว่าเป็นเจ้าหน้าของรัฐ ต้องใช้กฏหมายปกครองในการทำงานในภายภาคหน้า จึงเห็นได้ว่า กฏหมายปกครองเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน

ถ้าโจทย์ถาม เกี่ยวกับ การบริหารราชการส่วนกลาง//ส่วนภูมิภาค//ส่วนท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับกฏหมายปกครองอย่างไร ให้ตอบแบบนี้ ดังนั้น การบริหารราชการถือว่าเป็นหน่วยงานทางปกครองมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติงานอยู่ภายใต้ ต้องใช้ อำนาจในการออกกฏ คำสั่งทางปกครอง สัญญาทางปกครอง และการกระทำทางปกครอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายปกครองโดยตรง

ถ้าโจทย์ถาม จงนำกฎหมายปกครองแนะนำว่าให้เขียนตามเอกสารนี้แล้วยกตัวอย่าง มาซักเรื่องนึง

ข้อที่ 2 วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง
เท่าที่พบมา ข้อ 2 จะถามเกี่ยวกับ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ก็ถ้าพูดกันง่ายๆ กฎหมายปกครองบัญญัติให้มีอำนาจทางปกครอง 4 อย่างด้วยกัน (ดูได้จาก ข้อ 1) กฏ, คำสั่งทางปกครอง, การกระทำทางปกครองและสัญญาทางปกครอง เมื่อ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นำอำนาจทางปกครอง 4 อย่างนี้มาใช้ จะเรียกว่า วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
ธงคำตอบ พระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่สมควรมีกฎหมายว่าด้วยวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
มาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชกำรทางปกครองตามกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กรณีที่กฎหมายใดกำหนดวิธีปฎิบัติราชการทางปกครองเรื่องใดไว้โดยเฉพาะและมีหลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฎิบัติราชการไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทำงปกครอง, กฎ, สัญญาทางปกครองหรือการกระทำทางปกครอง และรวมถึงการดำเนินการใดๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9
ได้บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฏหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฏ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจ หรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ
(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(5) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(6) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง

เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอานาจศาลปกครอง
(1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(2) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(3) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากร ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
ศาลปกครอง หมายถึง ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติอัน ได้แก่ คดีพิพาทที่เกิดจากการกระทำทางปกครองไม่ว่าจะเป็นคดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาลด้วยกัน

ข้อที่ 3 ข้อแตกต่างหลักบริหารราชการแผ่นดิน
ข้อ 3 เนื้อหาจะแยกออกเป็นหลายๆส่วนนะครับ แต่ละส่วนจะอยู่ในหัวข้อหลักๆคำถามอาจจะสุ่มถาม เนื้อหาไหนก็ได้นะครับ แต่เนื้อหาค่อนข้างเข้าใจง่าย เพราะเป็นพื้นฐานวิชาของ คณะรัฐศาสตร์ซะส่วนใหญ่ ข้อนี้ ไม่มีมาตราหรือข้อกฏหมายใดใดเกี่ยวข้องนะครับไม่ว่าโจทย์จะถามว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด กรุงเทพมหานคร มีความสำคัญกับหลักการบริหารอย่างไร หรือใครก็แล้วแต่สุดท้ายก็ต้องมาตอบการจัดระเบียบบริหารราชการเหมือนเดิม หรือโจทย์จะถามเกี่ยวกับอำนาจบังคับบัญชา อำนาจกำกับดูแล สุดท้ายก็อยู่ในการจัดระเบียบบริหารราชการอยู่ดีครับ
แยกเป็น 3 Zone ดังนี้
1.การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง, หลักการรวมอำนาจ, อำนาจบังคับบัญชา
2.การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาค, หลักการแบ่งอำนาจ, หลักกระจายศูนย์รวม, อำนาจบังคับบัญชา, อำนาจกำกับดูแล
3.การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น, หลักการกระจายอำนาจ, อำนาจกำกับดูแล, ความเป็นอิสระ

ธงคาตอบแบบที่ 1 การบริหารราชการส่วนกลาง, หลักการรวมอานาจปกครอง, อานาจบังคับบัญชา

หลักการรวมอานาจปกครอง (Centralization) เป็นหลักการที่กำหนดการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ มีอำนาจสั่งการได้ทั่วทั้งอาณาเขตของประเทศเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ทั้งที่ประจำอยู่ในส่วนกลางและที่ส่งไปประจำในส่วนภูมิภาคต้องไปปฏิบัติตามคำสั่งของราชการบริหารส่วนกลางทั้งสิ้น

หน่วยงานทางปกครองส่วนกลางในปัจจุบัน มีดังนี้ กระทรวง, กรม

– ข้อดีของหลักการรวมอำนาจปกครอง
1.ทำให้อำนาจของรัฐบาลมั่นคงและแผ่ขยายไปทั้งอาณาเขตประเทศ
2.วิธีการปกครองที่อำนวยประโยชน์แก่ประชากรผู้อยู่ใต้การปกครองอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง
3.ทำให้เกิดเอกภาพในการปกครอง

– ข้อเสียของการหลักการรวมอำนาจปกครอง
1.เมื่อส่วนกลางขยายอำนาจหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะมากขึ้น ย่อมไม่สามารถดำเนินกิจการให้ได้ผลดีและทั่วถึงทุกท้องถิ่นพร้อมกัน
2.เกิดความล่าช้า

ธงคาตอบแบบที่ 2 การบริหารราชการส่วนภูมิภาค, การแบ่งอำนาจปกครอง, หลักกระจายศูนย์รวม, อำนาจบังคับบัญชา, อำนาจการกับดูแล

หลักการแบ่งอำนาจปกครอง (Deconcentration) เป็นหลักการที่ราชการบริหารส่วนกลางมอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการให้แก่เจ้าหน้าที่ของราชการบริหารส่วนกลางที่ส่งไปประจำเพื่อปฏิบัติราชการตามเขตการปกครองของประเทศ แต่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ยังคงเป็นผู้ที่ราชการบริหารส่วนกลางแต่งตั้งขึ้น และอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลางทั้งสิ้น หลักการแบ่งอำนาจปกครองนี้ เป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจทางปกครองไม่ใช่เป็นการกระจายอำนาจทางปกครอง

หน่วยงานทางปกครองส่วนภูมิภาคในปัจจุบัน มีดังนี้ จังหวัด, อำเภอ

– ข้อดีของหลักการแบ่งอานาจปกครอง
1.การแบ่งอำนาจการปกครองจะนำไปสู่การกระจายอำนาจปกครอง
2.ทำให้การดำเนินการในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

– ข้อเสียของหลักการแบ่งอานาจปกครอง
1.ขั้นตอนในการเบิกจ่ายจากต้นสังกัดเป็นไปอย่างล่าช้า

ธงคำตอบแบบที่ 3 การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น, หลักการกระจายอำนาจ, อำนาจการกับดูแล, ความเป็นอิสระ
หลักการกระจายอำนาจปกครอง (Decentralization) เป็นวิธีการที่รัฐมอบอำนาจปกครองบางส่วนให้องค์กรอื่นนอกจากองค์การของราชการบริหารส่วนกลางในการจัดทำบริการสาธารณะบางอย่างโดยมีอิสระตามสมควร ในการบังคับบัญชาและในการตัดสินใจ โดยที่ราชการบริหารส่วนกลางเพียงแต่กำกับดูแลเท่านั้น
หน่วยงานทางปกครองส่วนท้องถิ่นในปัจจุบัน มีดังนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล, กรุงเทพมหานคร, เมืองพัทยา

– ข้อดีของหลักการกระจายอำนาจปกครอง
1.ทำให้สนองความต้องการของคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
2.ดำเนินกิจการได้โดยสะดวกรวดเร็วกว่าส่วนกลาง
3.เป็นการแบ่งเบาภาระส่วนกลาง ในการจัดการบริการสาธารณะ
4.จัดให้มีเลือกตั้งกันเอง โดยส่วนกลางเป็นผู้กำกับดูแล ไม่มีสิทธิไปบังคับบัญชา

– ข้อเสียของหลักการกระจายอำนาจปกครอง
1.อาจทำให้เป็นภัยต่อความมั่นคงและเอกภาพของรัฐ
2.อาจทำให้เห็นประโยชน์ของท้องถิ่นสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนรวมของชาติ
3.ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย
4.ใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ

ข้อที่ 4 วินิจฉัยโจทย์
ส่วนมากข้อสอบจะออกวินิจฉัยว่าเป็นกฏหรือคำสั่งทางปกครองหรือเป็นสัญญาทางปกครองหรือการกระทำทางปกครองหรือไม่เป็นอะไรเลย จับใจความ ข้อนี้ง่ายมากครับ ไม่ว่าข้อสอบจะเป็น นายดำ นายขาว นายอะไรก็แล้วแต่ หรือบริษัทอะไรก็แล้วแต่ หรือจะเป็นประเภทอะไรก็แล้วแต่ อย่าโดนข้อสอบลวงนะครับเพราะบรรทัดสุดท้ายคำถามจะถามว่า เป็นคำสั่งหรือกฏหรือสัญญาหรือการกระทำ ข้อ 4 จะมีการตอบเป็น 3 Step ดังนี้
ธงคำตอบ
1.กฏ หมายถึง กฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมาย ให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ กฎจะมีชื่อเรียกในประเภทต่างๆเช่น พระราชกฤษฏีกา,กฏกระทรวง,ประกาศกระทรวง,ข้อบัญญัติท้องถิ่น,ระเบียบ,ข้อบังคับหรือบทบัญญัติอื่นๆ
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 5 บัญญัติว่าในพระราชบัญญัตินี้

2.คำสั่งทางปกครอง หมายความว่า
(1) การใช้อำนาจตามกฏหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ หรือ หน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาตการอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฏ
(2) การอื่นที่กำหนดในกระทรวง

จากบทบัญญัติของกฏหมายดังกล่าว อาจแยกหลักเกณฑ์คำสั่งทางปกครองได้ ดังนี้
1.เป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
2.เป็นการใช้อำนาจตามกฏหมายปกครอง3.มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวแห่งสิทธิ สงวน หรือมีผลกระทบต่อสภาพภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติการวินิจฉัยอุธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน
4.มีผลเฉพาะกรณีใดกรณีหนึ่งหรือเฉพาะรายเท่านั้น เช่น มีผลกับผู้รับคำสั่งเท่านั้น ซึ่ง ไม่เหมือนกับ กฏ ที่มีผลบังคับใช้กับบุคคลได้ทั่วไป
5.การกระทำดังกล่าวต้องมีผลออกสู่ภายนอกโดยตรง มิใช่หนังสือเวียน หรือหนังสือขอความร่วมมือ

3.สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

4.การกระทำทางปกครอง หมายถึง การกระทำโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีค่าบังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ ขององค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง

– ถ้าข้อสอบออกเป็นรูปแบบ กฏ ให้เขียนตามนี้แล้วเสริมเนื้อตามคำถามที่ตั้งมาลงไป
ขอวินิจฉัยว่า จากข้อมูลดังกล่าว ถือว่าเป็น กฏ เพราะไม่ได้ระบุเป็นรายกรณีไป

– ถ้าข้อสอบออกเป็นรูปแบบ คำสั่งทางปกครอง ให้เขียนตามพี่บาสนี้แล้วเสริมเนื้อตามคำถามที่ตั้งมาลงไป
ขอวินิจฉัยว่า จากข้อมูลดังกล่าว ถือว่าเป็น คำสั่งทางปกครอง เพราะมีผลบังคับใช้เป็นรายบุคคล ซึ่งตรงกับหลักเกณฑ์ของคำสั่งทางปกครอง
– ถ้าข้อสอบออกเป็นรูปแบบ สัญญาทางปกครอง ให้เขียนตามนี้แล้วเสริมเนื้อตามคำถามที่ตั้งมาลงไป

ขอวินิจฉัยว่า เป็นการทำสัญญาทางปกครอง ระหว่าง….. สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง
– ถ้าข้อสอบออกเป็นรูปแบบ การกระทำทางปกครอง ให้เขียนตามนี้แล้วเสริมเนื้อตามคำถามที่ตั้งมาลงไป

ขอวินิจฉัยว่า จากข้อมูลดังกล่าว ถือว่าเป็น การกระทำทางปกครอง เพราะ มีการจัดทำให้องค์กรของแต่ละองค์กรนั้นๆ หรือจัดให้มีการบริการสาธารณะที่อยู่ในขอบเขตของอำนาจทางปกครอง

สรุป ตามเนื้อเรื่องที่กล่าวมานี้ เป็น กฏหรือคำสั่งทางปกครองหรือสัญญาทางปกครองหรือการกระทำทางปกครอง